สรุปเนื้อหาบทที่ 3 การแก้ปัญหาทางธุรกิจด้วยระบบสารสนเทศ (Solving
Business Problems with Information Systems)
แนวคิดเชิงระบบ
(systems
Approach)
การใช้อินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์
แสดงถึงการปฏิวัติการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวงการธุรกิจ จากการคิดค้นของบริษัทวิจัยการตลาดของ
NFO โดยใช้เครื่องมืออำนวยความสะดวกในการสนทนาบนอินเทอร์เน็ตของ TalkCity ซึ่งจะเห็นได้ว่า
เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการทำงานของกลุ่มเป้าหมายออนไลน์ ช่วยในการพัฒนาสินค้า ช่วยสนับสนุนด้านลูกค้าหรืองานอื่นๆ
กำหนดปัญหาและแนวทางการแก้ไข (Defining
Problems Opportunities)
ปัญหาและแนวทางแก้ไขได้ถูกกำหนดให้เป็นขั้นตอนแรกของแนวคิดเชิงระบบ
ปัญหาสามารถให้คำจำจัดความได้ว่าเป็นภาวะพื้นฐานที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ต้องการ
แนวทางแก้ไขคือ ภาวะพื้นฐานที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
สัญญาณบอกเหตุ หมายถึง ปัญหาสำคัญที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงแต่มีแนวโน้มว่าจะเกิด
การคิดอย่างเป็นระบบ (Systems Thinking)
การคิดอย่างเป็นระบบ ทำให้เข้าใจปัญหาและโอกาสในการแก้ไขที่ดีที่สุด
ปีเตอร์ เซนก์ นักเขียนและที่ปรึกษาทางด้านการจัดการ เรียกการคิดอย่างเป็นระบบว่าเป็น
กฎข้อที่ 5 เซนก์ กล่าวว่า การจัดการคิดอย่างเป็นระบบไปพร้อมกับกฎข้ออื่นๆ ได้แก่ การควบคุมตนเอง
การไม่อคติและไม่ท้อแท้ การแบ่งปันวิสัยทัศน์ร่วมกัน การเรียนรู้เป็นทีมงาน
การพัฒนาทางเลือกในการแก้ปัญหาอื่นๆ (Developing Alternative
Solutins)
มีแนวทางในการแก้ปัญหาหลายวิธี อย่าใช้วิธีแก้ปัญหาเพียงวิธีเดียวหลังจากที่กำหนดปัญหาอย่างเร่งรีบเพราะมันจะจำกัดทางเลือกของคุณและขโมยโอกาสในการวิเคราะห์ข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบของทางเลือกอื่นๆ
และคุณยังเสียโอกาสในการรวบรวมข้อดีของแต่ละแนวทางอีกด้วย
ประเมินทางเลือกในการแก้ไขปัญหาอื่น (Evaluating Alternative
Solutions )
เมื่อทางเลือกในการแก้ไขปัญหาได้ถูกพัฒนาขึ้น
ให้ประเมินหาข้อสรุปหาวิธีทางในการแก้ไขปัญหาใดที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจและความต้องการของบุคลากรมากที่สุด
ความต้องการเหล่านี้คือกุญแจสำคัญที่จำเป็นต่อความสำเร็จทั้งด้านบุคลากรและธุรกิจ
การเลือกแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด
(Select the
Best Solution)
เมื่อประเมินแนวทางในการแก้ไขปัญหา คุณสามารถเริ่มกระบวนการคัดเลือกแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมที่สุด
โดยสามารถประเมินเปรียบเทียบจากหลักเกณฑ์เดียวกัน เช่น
สองทางเลือกสามารถตรวจสอบและให้คะแนน
เพื่อเลือกและปฎิเสธโดยขึ้นอยู่กับเกณฑ์ในแต่ละหัวข้อหรือคะแนนโดยรวม
การออกแบบและนำแนวทางในการแก้ไขปัญหาไปใช้จริง
(Design and
Implementing a Solution)
แผนการนำไปประยุกต์ใช้ที่กำหนดแหล่งข้อมูล
กิจกรรม และระยะเวลาสำหรับขั้นตอนการนำไปใช้ที่เหมาะสม ดังนั้นการออกแบรายละเอียดและแผนการนำไปประยุกต์ใช้สำหรับระบบการส่งเสริมการขายด้วยคอมพิวเตอร์
ควรประกอบด้วย
-ประเภทและแหล่งของคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ และซอฟแวร์ที่ต้องจัดหาสำหรับพนักงานขาย
-ขั้นตอนในการสนับสนุนระบบการขายใหม่
-การฝึกอบรมพนักงานขายและพนักงานอื่นๆ
-การปรับระบบเดิมเข้าสู่ระบบใหม่ และกำหนดตารางเวลาในการนำไปใช้จริง
การประเมินหลังการนำไปใช้ (Postimplementation
Review)
ขั้นตอนสุดท้ายของแนวคิดเชิงระบบ
คือ การตระหนักว่าแนวทางแก้ปัญหาที่นำไปใช้อาจล้มเหลวได้ ในโลกแห่งความเป็นจริงอาจมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
ผลที่ได้จากการนำวิธีการแก้ปัญหาไปประยุกต์ใช้ควรถูกจับตามองและประเมิน เรียกขั้นตอนนี้ว่ากระบวนการทบทวนหลังการนำไปใช้
เป้าหมายคือการหาข้อสรุปของการนำไปใช้จริงที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กรณีศึกษา 1 Camelot Music : แก้ไขปัญหาทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ
บริษัท
: คามิลอทมิวสิค ตั้งอยู่ที่นอร์ธแคนตัน รัฐโอไฮโอ
ทำกิจการค้าปลีกซีดีรอมและเทปในห้างสรรพสินค้า มีลูกจ้าง 5,000 คนใน 310 สาขาทั่วสหรัฐ
ปัญหา : มีการแข่งขันกับร้านค้าปลีกที่ใหญ่กว่า
อาทิเช่น Best Buy และ Circuit
City ในขณะเดียวกันก็ยังต้องแข่งขันกับร้านค้าขนาดเล็กด้วย
จึงใช้เกณฑ์การตั้งราคาขึ้นอยู่กับแต่ละร้านค้าหรือสถานการณ์ในการแข่งขัน
และลดราคาให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการบ่อยๆ
แนวทางในการแก้ปัญหา : ใช้ซอฟแวร์ในการตั้งราคาให้หลากหลาย
เพื่อดึงดูดและเก็บรักษาลูกค้าไว้
โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
: Richter System ทำงานบน Hewlett-Packard 9,000 Server Camelot’s Data Warehouse ทำงานบน
ICL Gold Rush Mega Server ใช้ฐานข้อมูล Informix และซอฟแวร์ Micro Strategies DSS
ค่าใช้จ่ายของการใช้เทคโนโลยี : ระหว่าง 750,000 – 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้ในการแก้ปัญหานี้
สิ่งที่จะได้รับกลับคืน
: (Return of Investment : ROI) เพื่อเพิ่มยอดขายอย่างน้อย
1 ใน 10 ของ 1% ซึ่งจะทำให้เกิดการสะสมของรายได้
อันจะทำให้ถึงจุดคุ้มทุนจากการลงทุนในอีก 2 ปีข้างหน้า
ชาลี มาช CIO ของบริษัทต้องเผชิญกับปัญหายอดขายตกในแต่ละสาขา
และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการค้าปลีกขนาดใหญ่และในห้างสรรพสินค้า
มาชได้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการตั้งราคาโดยขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้ง ร้านค้า
สถานการณ์ในการแข่งขัน และให้ส่วนลดแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการบ่อย
ซึ่งกุญแจของความสำเร็จ คือ โครงสร้างการตั้งราคาขายไม่ตายตัว ที่ใช้ซอฟแวร์ Richter
Automated Merchandising Systems (RAMS)
ในอดีต ผู้บริหารของบริษัทไม่ได้กังวลถึงคู่แข่งอย่าง Best Buy และ Circuit City และร้านค้าอื่นๆมากนัก เนื่องจากร้านเหล่านั้นขายสินค้าน้อยกว่า
แต่ 3 ปีที่ผ่านมาเกมส์ทางธุรกิจได้เปลี่ยนไป Best
Buy ตั้งราคาขายถูกกว่า 2-5 เหรียญ อันทำให้ยอดขายของบริษัทลดลง
เมื่อสนามแข่งขันทางการค้าได้เปลี่ยนไป
บริษัทจึงปรับปรุงตัวเองและกำหนดราคาขายที่ดีกว่าคู่แข่งเพื่อให้สามารถอยู่ได้ในเกมส์นี้
แต่ปัญหาคือ เกณฑ์การตั้งราคาแบบใดจึงจะเหมาะสมกับการแข่งขัน
ในขณะที่สาขาบางแห่งก็ไม่ได้แข่งขันกับใครเลย
บริษัทได้ติดตั้ง RAMS ทำงานบน HP 9,000
Enterprise Server ดำเนินงานด้านระบบการตลาดสำหรับลูกค้าบนซอฟแวร์คลังข้อมูล
และใช้ Corema ในส่วนของการบริหารการตลาดเชิงลูกค้าสัมพันธ์ เพื่อเก็บรายชื่อลูกค้า
2.25 ล้านรายที่ซื้อสินค้าที่ซื้อบ่อย
เพื่อให้คูปอง 5 เหรียญสำหรับการซื้อครั้งต่อไป
ผลที่ได้หลังจากนั้น 2
เดือน ลูกค้าที่มาใช้บริการบ่อยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์กลับมาซื้อสินค้าอีก
คำถามกรณีศึกษา
1.การใช้แนวคิดเชิงระบบ
ได้ช่วยให้บริษัทแก้ปัญหาทางธุรกิจได้อย่างไร
ตอบ การใช้แนวคิดเชิงระบบ ได้ช่วยให้บริษัทแก้ปัญหาทางธุรกิจได้
คือ ช่วยในเรื่องของการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาเป็นการคิดที่เป็นระบบและช่วยพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาให้ดียิ่งขึ้น
2.คุณเห็นด้วยหรือไม่กับแนวทางที่บริษัทใช้ในการแก้ปัญหา
ทำไมจึงเห็นด้วยและทำไมจึงไม่เห็นด้วย
ตอบ เห็นด้วย
เพราะการแก้ไขปัญหาของบริษัททำไปแล้วประสบผลสำเร็จ จากการปรับปรุงตัวเองที่เหนือกว่าคู่แข่ง
ทำให้มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นด้วย
3.อะไรอีกที่คุณอยากแนะนำให้คามิลอททำเพื่อปรับปรุงสถานการณ์ทางธุรกิจของบริษัท
แล้วจะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยได้อย่างไร
ตอบ อยากให้บริษัทมีการขาย CD ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางในการซื้อของลูกค้าไม่ใช่เพียงแค่ไปซื้อที่ร้านเท่านั้น
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กรณีศึกษา 2
Millipore Corporation : วิเคราะห์ความต้องการเว็บไซต์
Millipore เป็นบริษัทที่ไม่ต้องการใช้วิธีการหาคำตอบด้วยการเดาความต้องการของส่วนประกอบ
(Features) และการใช้งานต่างๆ (Funtionality) ที่จะเพิ่มในเว็บไซต์ของบริษัท WWW.millipore.com Tom Anderson ผู้จัดการด้านสื่อสารองค์กร
สำนักงานใหญ่ที่เมือง Bedford รัฐ Massachusetts กล่าวว่า จะสอบถามความต้องการของลูกค้าเพื่อให้ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ
ด้วยวิธีการนี้ Millipore
ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำผลิตภัณฑ์กำจัดของเสีย (Purification : ผลิตภัณฑ์ที่กำจัดสิ่งสกปรกและทำให้เกิดความบริสุทธิ์
เช่น อากาศ น้ำเสีย) ระดับชาติ ที่มีมูลค่า 619 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้ก้าวล้ำนำคู่แข่งขันในธุรกิจประเภทเดียวกัน
บริษัทได้ทำการสำรวจออนไลน์เมื่อเดือนตุลาคม 1996 พบว่า
ผู้ใช้ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์
และต้องการตรวจสอบว่ามีสินค้าที่ต้องการได้หรือไม่
โดยไม่ได้สนใจเรื่องการจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์
Anderson กล่าวว่า
บริษัทใช้เวลาไม่กี่เดือนในการจัดทำระบบการสั่งซื้อบนเว็บ โดยเชื่อมระหว่าง Web
Server กับฐานข้อมูล Oracle
ซึ่งผู้ใช้สามารถตรวจสอบได้ว่า สินค้าที่สั่งซื้อนั้นได้จัดส่งแล้ว
หรือกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินงานในการขนส่ง และจากการสำรวจด้วย Lotus Note
ซึ่งบริษัทใช้ในการเก็บแบบสำรวจที่ได้รับกลับคืนมาและสรุปผลทั้งหมด
เพื่อเป็นการกระตุ้นให้มีผู้ตอบแบบสอบถามมากยิ่งขึ้น
บริษัทจึงได้ส่งเสริมการตอบแบบสอบถาม โดยการแจกหมวกเบสบอลที่มีตราของบริษัท ไฟฉาย
หรือเงินบริจาค 10 เหรียญเพื่อเข้ากองทุนในนามของลูกค้า
เทคนิคนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี จากการสำรวจประจำปี 2 ครั้งที่รวบรวมแบบสอบถามกลับมาได้ 500
ฉบับภายใน 3 สัปดาห์ และกล่าวเพิ่มเติมว่า
การสำรวจออนไลน์ช่วยให้กระบวนการเร็วขึ้นและมีค่าใช้จ่ายที่น้อยลง
เป็นเรื่องท้าทายที่ว่าจะค้นหานัยยะที่แฝงมากับข้อมูลที่ต้องพยายามตีความออกมา
ที่จะแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้ทำกิจกรรมอะไรบ้างบนเว็บ ส่วนข้อมูลที่เห็นอย่างชัดเจนนั้น
หมายรวมถึงข้อมูลในการลงทะเบียนเข้าใช้เว็บ เช่น ชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์
Von Roesgen กล่าวว่า
คุณสามารถทำการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าที่เข้ามาใช้
โดยเหมือนกับการมองข้ามไหล่ของผู้ใช้และมองดูที่จอภาพ คุณไม่สามารถเห็นได้ว่าเขายิ้มหรือรู้สึกอย่างไร
เพียงแต่คุณรู้แค่ว่าเขากำลังทำอะไร
เขายกตัวอย่างไปอีกว่า เช่น Millipore
สังเกตว่า ผู้ใช้กำลังใส่หมายเลขรหัสสินค้าในช่องการสืบค้น
โดยไม่ได้แทรกช่องว่างตามที่กำหนดไว้ ดังนั้น การสร้างหน้าเว็บที่มีหมายเลขรหัสสินค้า
โดยไม่ต้องให้มีช่องว่าง (ระหว่างตัวเลขแต่ละชุด) ก็เป็นการแก้ไขปัญหาให้กับผู้ใช้ได้
คำถามกรณีศึกษา
1.อะไรคือขั้นตอนที่แนวคิดเชิงระบบในการพัฒนากระบวนการจัดทำเว็บไซต์ของบริษัท
Millipore
ตอบ บริษัทได้ทำการสำรวจออนไลน์ ว่าผู้ใช้ต้องการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์และต้องการตรวจสอบว่ามีสินค้าที่ต้องการหรือไม่
2.ทำไมการสำรวจลูกค้าบนเว็บแบบออนไลน์
จึงไม่สามารถวัดความต้องการของลูกค้าได้เท่าที่ควร
ตอบ เพราะ เป็นเรื่องท้าทายที่ว่าจะค้นหานัยยะที่แฝงมากับข้อมูลที่ต้องพยายามตีความออกมาและเราไม่สามารถเห็นได้ว่าเขายิ้มหรือรู้สึกอย่างไร
3.คุณเห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาของ Millipore
เพื่อพัฒนาเว็บไซต์สำหรับลูกค้า ทำไมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
ตอบ เห็นด้วย เพราะผู้ใช้สามารถตรวจสอบได้ว่าสินค้าที่สั่งซื้อนั้น
ได้จัดส่งแล้วและมีการกระตุ้นให้ตอบแบบสอบถาม ทำให้ได้ข้อมูลจากลูกค้าที่มาใช้บริการ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แบบฝึกหัดท้ายบท
1.นักศึกษาสามารถใช้แนวคิดเชิงระบบในการแก้ไขปัญหา
เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาทางด้านการตลาด ทางด้านการเงิน
ทางด้านทรัพยากรมนุษย์หรือไม่ จงอธิบาย
ตอบ ใช้ เพราะแนวคิดเชิงระบบในการใช้แก้ปัญหานั้น เป็นแนวคิดที่สามารถนำไปแก้ปัญหาได้ทุกทางของปัญหา
และเป็นกระบวนการที่เป็นระบบในการจัดลำดับความคิดมากขึ้น
2.ทำไมนักศึกษาจึงคิดว่า การจัดทำต้นแบบ
(Prototyping) จึงกลายมาเป็นที่นิยมในการพัฒนาระบบใหม่ทางธุรกิจที่มีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นพื้นฐาน
ตอบ เป็นการพัฒนาการที่รวดเร็วและเป็นการทดสอบการทำงานของแบบจำลองหรือต้นแบบของระบบงานใหม่
ในการโต้ตอบและกระบวนการทำซ้ำประโยคคำสั่งในโปรแกรม เรียก การรวนรอบ
3.ให้นักศึกษาอธิบายว่า
ปัจจุบันมีการนำการจัดทำต้นแบบเข้ามาแทนที่ หรือมาเสริมการพัฒนาระบบสารสนเทศ
ตอบ การสร้างต้นแบบสามารถใช้ได้ทั้งกับระบบงานขนาดเล็กและขนาดใหญ่
ระบบงานขนาดใหญ่มีความต้องการในการใช้การพัฒนาจากระบบแบบเดิม ต้นแบบของระบบงานด้านธุรกิจที่เกิดความต้องการจากผู้ใช้นั้นจะช่วยให้การพัฒนาดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว
และสามารถทำซ้ำหรือปรับแต่งในส่วนของรายละเอียดจนผู้ใช้ให้การยอมรับ การทำต้นแบบขึ้นอยู่กับกระบวนการพัฒนาระบบสำหรับการใช้งานด้านธุรกิจ
4.จงออกแบบแนวคิดเชิงระบบ
จากกรณีศึกษาต่อไปนี้
เพื่อนำระบบสารสนเทศมาใช้แก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่เกิดขึ้นของธุรกิจขายประกันชีวิตแห่งหนึ่ง
ที่มีงบลงทุน 3,000,000 บาท และมีรายได้เฉลี่ยปีละ 300,000 บาท แต่ในปัจจุบันยอดขายลดลง เนื่องจากตัวแทนประกันไม่สามารถให้ข้อมูลการประกันชีวิตได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า
เพราะมีเอกสารเกี่ยวกับการประกันชีวิตหลายรูปแบบและวิธีการคำนวณเบี้ยประกันที่ซับซ้อน
จึงทำให้เกิดความล่าช้าในการให้ข้อมูลและทำให้สูญเสียลูกค้าเป็นจำนวนมาก
ซึ่งฝ่ายสารสนเทศของบริษัทได้พัฒนาทางเลือกไว้ 2
ทางเพื่อการนำเสนอต่อผู้บริหาร คือ
ทางเลือกที่
1 ให้ตัวแทนประกันใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุคและติดตั้งระบบจัดการข้อมูลการประกันชีวิต
ซึ่งจะสามารถช่วยในการคำนวณและให้รายละเอียดที่ลูกค้าต้องการได้ทันที
และสามารถส่งข้อมูลการทำประกันเข้าระบบอินทราเน็ตของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว
ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น 1,000,000 บาท
มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 100,000 บาทต่อปี
และมีความถูกต้องของข้อมูลในระดับดีเยี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด
และมีความสะดวกต่อการใช้งานอยู่ในระดับดี มีความเชื่อถืออยู่ในระดับดีเยี่ยม
ทางเลือกที่
2 ให้แฟ้มเอกสารที่บันทึกข้อมูลการประกันชีวิตอย่างละเอียดทั้งหมดกับตัวแทน
พร้อมทั้งแบบฟอร์มการขอประกันที่สามารถส่งเป็นจดหมายจากที่ทำการไปรษณีย์ถึงบริษัทได้ทันทีที่ลูกค้าตอบรับ
และนำแบบฟอร์มการขอเอาประกันดังกล่าวมาบันทึกข้อมูลที่ระบบจัดการข้อมูลการประกันชีวิตที่ติดตั้งบนเครื่องพีซีของบริษัท
ทางเลือกนี้มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น 200,000
บาท มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 300,000
บาทต่อปี และมีความถูกต้องของข้อมูลและความสะดวกต่อการใช้งานในระดับพอใช้
มีความเชื่อถือในระดับดีเยี่ยม
จากข้อมูลดังกล่าวจงประเมินทางเลือกและให้คะแนนตามเกณฑ์ที่เหมาะสมในแต่ละหัวข้อ
พร้อมทั้งเสนอแนวทางเลือกที่คิดว่าน่าจะใช้แก้ปัญหาได้ดีที่สุด พร้อมเหตุผล
ตอบ หลักเกณฑ์น้ำหนัก ทางเลือกที่ 1 คะแนน ทางเลือกที่ 2 คะแนน
-ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น 20 1,000,000 บาท 12 200,000 บาท 20
-ค่าใช้จ่ายในการเดินเนินงาน 30
100,000 บาท 25 300,000 บาท 18
สะดวกต่อการใช้งาน 20 ดี 16 พอใช้ 12
ความถูกต้อง 20 ดีเยี่ยม 20 พอใช้ 8
ความน่าเชื่อถือ 10 ดีเยี่ยม 10
ดีเยี่ยม 10
รวม 100 83 68
เลือกทางเลือกที่ 1 เพราะว่าง่ายต่อการใช้งานดี
มีความถูกต้องดีเยี่ยม และความถูกต้องดีเยี่ยม
ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีถึงค่าใช้จ่ายเริ่มต้นจะสูงก็ตามแต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อปีน้อยกว่าทางเลือกที่
2
5.มีซอฟต์แวร์ประยุกต์อะไรบ้าง
ที่ผู้ใช้สามารถนำมาประยุกต์ใช้พัฒนาธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต และอินทราเน็ต เว็บไซต์
ตอบ -ซอฟต์แวร์สำหรับจัดโครงการ (Project
management) ใช้ในการวิเคราะห์และวางแผนโครงการเป็นหลัก
ซึ่งตัวโปรแกรมสามารถช่วยให้ผู้ใช้งานมีการวางแผนงานที่ง่ายขึ้น รวมถึงความสามารถในการจัดการกิจกรรมงาน
(schedule) ติดตามงาน วิเคราะห์ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของโครงการได้ง่ายขึ้น
-ซอฟต์แวร์สำหรับงานบัญชี (Accounting) หัวใจของการทำงานทางด้านธุรกิจที่ขาดไม่ได้ก็คือ ส่วนงานบัญชีนั่นเอง
โปรแกรมส่วนนี้จะช่วยให้บริษัทหรือหน่วยงานสามารถที่จะบันทึกข้อมูลและแสดงรายงานทางการเงินต่างๆ
ที่เกิดขึ้น เช่น การออกงบกำไร ขาดทุน งบดุล รวมถึงรายการการซื้อ ขาย เป็นต้น
-ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ (Word processing) เป็นกลุ่มของโปรแกรมที่ช่วยในการประมวลผลคำนั่นเอง ซึ่งคุณสมบัติหลักๆ ก็คือ
สามารถจัดการเอกสารต่างๆ ได้ เช่น ขนาดตัวอักษรใหญ่ เล็ก รูปแบบตัวอักษร เป็นต้น
ปัจจุบันได้พัฒนาให้มีขีดความสามารถโดยการนำเอารูปภาพมาผนวกเข้ากับเอกสารได้ด้วย บางครั้งอาจจะเป็นรูปภาพที่มีอยู่แล้วที่เรียกว่า
คลิปอาร์ต หรือภาพถ่ายอื่นๆ ก็ได้
6.การนำเอาซอฟต์แวร์ Case Tools มาช่วยสนับสนุนขั้นตอนของวงจรการพัฒนานั้น แต่ก็มีไม่มากนักที่ประสบความสำเร็จในท้องตลาดทั่วไป
และในลักษณะเช่นเดียวกันก็มีการนำเอา Case Tools
ไปช่วยนักพัฒนาในส่วนของการจัดทำต้นแบบ และกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ในระดับบุคคล
นักศึกษาคิดว่า เป็นเพราะเหตุผลใด ที่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น
ตอบ เพราะการใช้ I-CASE สามารถใช้ช่วยในการพัฒนาระบบทุกส่วนของเคสทูล
ช่วยสนับสนุน JAD ซึ่งกลุ่มของนักวิเคราะห์ระบบโปรแกรมเมอร์และผู้ใช้
สามารถใช้งานร่วมกันในการออกแบบระบบงานใหม่ได้อย่างดี
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อสอบ
1.ฐานข้อมูล Data Base คือ
ก.เป็นหัวใจสำคัญของระบบ MIS เชื่อถือได้
ข.ทำหน้าที่รวบรวม และจัดการ
ค.ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์
ง.ถูกทุกข้อ
2.เพราะเหตุใดจึงต้องมีการตรวจสอบและปรับปรุงผลลัพธ์จากการแก้ปัญหา
ก.เพราะต้องการให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ที่สุดโดยไม่มีข้อบกพร่อง
ข.เพราะต้องการปกปิดข้อบกพร่องในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
ค.เพราะต้องการประหยัดเวลาในการแก้ปัญหาในครั้งต่อไป
ง.เพราะต้องการใช้เป็นข้อมูลในการจัดกำลังคนเพื่อแก้ปัญหา
3.ทำไมถึงต้องวิเคราะห์ผลการทดลอง
ก.เพื่อให้แม่นยำมากขึ้น
ข.เพื่อหาคำตอบว่าสมมติฐานนั้นเป็นจริงหรือไม่
ค.เพื่อไม่ให้มีการบกพร่อง
ง.เพราะมันต้องทำ
4.หลักการแก้ปัญหาที่ถูกต้องตรงกับข้อใด
ก.วิธีแก้ปัญหาควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละปัญหา
ข.ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไข
ค.การแก้ปัญหาควรใช้วิธีการลองผิดลองถูกเสมอ
ง.การแก้ปัญหาควรมีที่ปรึกษา
5.ข้อความและสัญลักษณ์มีความสำคัญต่อการแก้ปัญหาอย่างไร
ก.ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจปัญหาและแก้ปัญหาไปในแนวทางเดียวกัน
ข.ช่วยประหยัดเวลา ประหยัดแรงงาน และค่าใช้จ่ายในการทำงาน
ค.ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน
ง.ช่วยให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้น
6.ภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้เขียนโปรแกรมข้อใดเหมาะสมกับงานหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานคำนวณ
ก.ภาษาฟอร์แทรน (FORTRAN)
ข.ภาษาปาสคาล (Pascal)
ค.ภาษาเบสิก (BASIC)
ง.ภาษาซี (C)
7.กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นตอนใดช่วยป้องกันการสูญหายของข้อมูล
ก.การรวบรวมข้อมูล
ข.การประมวลผลข้อมูล
ค.การทำสำเนา
ง.การจัดเก็บ
8.ผู้ที่ทำหน้าที่ดำเนินการแก้ปัญหาด้วยการเขียนโปรแกรมต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเป็นพิเศษ
ก.การเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ข.การซ่อมแซมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
ค.ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในสำนักงาน
ง.ภาษาคอมพิวเตอร์
9.ระบบสารสนเทศหมายความว่าอย่างไร
ก.ชุดขององค์ประกอบที่ทำหน้าที่รวบรวม ประมวลผล จัดเก็บ และแจกจ่ายสารสนเทศ
เพื่อช่วยการตัดสินใจ และการควบคุมในองค์กร
ข.ชุดของกระบวนการ บุคคล และเครื่องมือ ที่จะเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ
ค.ระบบของการจัดเก็บ ประมวลผลข้อมูล
โดยอาศัยบุคคลและเทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินการ
เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เหมาะสมกับงานหรือภารกิจแต่ละอย่าง
ง.ถูกทุกข้อ
10.ข้อใดไม่ใช่ลักษณะที่ดีของระบบสารสนเทศ
ก.เชื่อถือได้
ข.ไม่ปลอดภัย
ค.เข้าใจง่าย
ง.ไม่มีข้อใดถูก
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เฉลย
1.ก.เป็นหัวใจสำคัญของระบบ
MIS เชื่อถือได้
2.ก.เพราะต้องการให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ที่สุดโดยไม่มีข้อบกพร่อง
3.ข.เพื่อหาคำตอบว่าสมมติฐานนั้นเป็นจริงหรือไม่
4.ก.วิธีแก้ปัญหาควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละปัญหา
5.ก.ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจปัญหาและแก้ปัญหาไปในแนวทางเดียวกัน
6.ค.ภาษาเบสิก
(BASIC)
7.ค.การทำสำเนา
8.ง.ภาษาคอมพิวเตอร์
9.ง.ถูกทุกข้อ
10.ข.ไม่ปลอดภัย
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น