วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

บทที่ 3 การแก้ปัญหาทางธุรกิจด้วยระบบสารสนเทศ

สรุปเนื้อหาบทที่ 3 การแก้ปัญหาทางธุรกิจด้วยระบบสารสนเทศ (Solving Business Problems with Information Systems)
    แนวคิดเชิงระบบ (systems Approach)
      การใช้อินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ แสดงถึงการปฏิวัติการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในวงการธุรกิจ จากการคิดค้นของบริษัทวิจัยการตลาดของ NFO โดยใช้เครื่องมืออำนวยความสะดวกในการสนทนาบนอินเทอร์เน็ตของ  TalkCity ซึ่งจะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการทำงานของกลุ่มเป้าหมายออนไลน์ ช่วยในการพัฒนาสินค้า ช่วยสนับสนุนด้านลูกค้าหรืองานอื่นๆ
    กำหนดปัญหาและแนวทางการแก้ไข (Defining Problems Opportunities)
      ปัญหาและแนวทางแก้ไขได้ถูกกำหนดให้เป็นขั้นตอนแรกของแนวคิดเชิงระบบ ปัญหาสามารถให้คำจำจัดความได้ว่าเป็นภาวะพื้นฐานที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ต้องการ แนวทางแก้ไขคือ ภาวะพื้นฐานที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ สัญญาณบอกเหตุ หมายถึง ปัญหาสำคัญที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงแต่มีแนวโน้มว่าจะเกิด
    การคิดอย่างเป็นระบบ (Systems Thinking)
      การคิดอย่างเป็นระบบ ทำให้เข้าใจปัญหาและโอกาสในการแก้ไขที่ดีที่สุด ปีเตอร์ เซนก์ นักเขียนและที่ปรึกษาทางด้านการจัดการ เรียกการคิดอย่างเป็นระบบว่าเป็น กฎข้อที่ 5 เซนก์ กล่าวว่า การจัดการคิดอย่างเป็นระบบไปพร้อมกับกฎข้ออื่นๆ ได้แก่ การควบคุมตนเอง การไม่อคติและไม่ท้อแท้ การแบ่งปันวิสัยทัศน์ร่วมกัน การเรียนรู้เป็นทีมงาน
    การพัฒนาทางเลือกในการแก้ปัญหาอื่นๆ (Developing Alternative Solutins)
      มีแนวทางในการแก้ปัญหาหลายวิธี อย่าใช้วิธีแก้ปัญหาเพียงวิธีเดียวหลังจากที่กำหนดปัญหาอย่างเร่งรีบเพราะมันจะจำกัดทางเลือกของคุณและขโมยโอกาสในการวิเคราะห์ข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบของทางเลือกอื่นๆ และคุณยังเสียโอกาสในการรวบรวมข้อดีของแต่ละแนวทางอีกด้วย
    ประเมินทางเลือกในการแก้ไขปัญหาอื่น (Evaluating Alternative Solutions )
      เมื่อทางเลือกในการแก้ไขปัญหาได้ถูกพัฒนาขึ้น ให้ประเมินหาข้อสรุปหาวิธีทางในการแก้ไขปัญหาใดที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจและความต้องการของบุคลากรมากที่สุด ความต้องการเหล่านี้คือกุญแจสำคัญที่จำเป็นต่อความสำเร็จทั้งด้านบุคลากรและธุรกิจ
    การเลือกแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด (Select the Best Solution)
      เมื่อประเมินแนวทางในการแก้ไขปัญหา คุณสามารถเริ่มกระบวนการคัดเลือกแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมที่สุด โดยสามารถประเมินเปรียบเทียบจากหลักเกณฑ์เดียวกัน เช่น สองทางเลือกสามารถตรวจสอบและให้คะแนน เพื่อเลือกและปฎิเสธโดยขึ้นอยู่กับเกณฑ์ในแต่ละหัวข้อหรือคะแนนโดยรวม
    การออกแบบและนำแนวทางในการแก้ไขปัญหาไปใช้จริง (Design and Implementing a Solution)
      แผนการนำไปประยุกต์ใช้ที่กำหนดแหล่งข้อมูล กิจกรรม และระยะเวลาสำหรับขั้นตอนการนำไปใช้ที่เหมาะสม ดังนั้นการออกแบรายละเอียดและแผนการนำไปประยุกต์ใช้สำหรับระบบการส่งเสริมการขายด้วยคอมพิวเตอร์ ควรประกอบด้วย
       -ประเภทและแหล่งของคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ และซอฟแวร์ที่ต้องจัดหาสำหรับพนักงานขาย
       -ขั้นตอนในการสนับสนุนระบบการขายใหม่
       -การฝึกอบรมพนักงานขายและพนักงานอื่นๆ
       -การปรับระบบเดิมเข้าสู่ระบบใหม่ และกำหนดตารางเวลาในการนำไปใช้จริง
    การประเมินหลังการนำไปใช้ (Postimplementation Review)
      ขั้นตอนสุดท้ายของแนวคิดเชิงระบบ คือ การตระหนักว่าแนวทางแก้ปัญหาที่นำไปใช้อาจล้มเหลวได้ ในโลกแห่งความเป็นจริงอาจมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ผลที่ได้จากการนำวิธีการแก้ปัญหาไปประยุกต์ใช้ควรถูกจับตามองและประเมิน เรียกขั้นตอนนี้ว่ากระบวนการทบทวนหลังการนำไปใช้ เป้าหมายคือการหาข้อสรุปของการนำไปใช้จริงที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

กรณีศึกษา 1 Camelot Music : แก้ไขปัญหาทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ
    บริษัท : คามิลอทมิวสิค ตั้งอยู่ที่นอร์ธแคนตัน รัฐโอไฮโอ ทำกิจการค้าปลีกซีดีรอมและเทปในห้างสรรพสินค้า มีลูกจ้าง 5,000 คนใน 310 สาขาทั่วสหรัฐ
    ปัญหา : มีการแข่งขันกับร้านค้าปลีกที่ใหญ่กว่า อาทิเช่น Best Buy และ Circuit City ในขณะเดียวกันก็ยังต้องแข่งขันกับร้านค้าขนาดเล็กด้วย จึงใช้เกณฑ์การตั้งราคาขึ้นอยู่กับแต่ละร้านค้าหรือสถานการณ์ในการแข่งขัน และลดราคาให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการบ่อยๆ
    แนวทางในการแก้ปัญหา : ใช้ซอฟแวร์ในการตั้งราคาให้หลากหลาย เพื่อดึงดูดและเก็บรักษาลูกค้าไว้
    โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ : Richter System ทำงานบน Hewlett-Packard 9,000 Server Camelot’s Data Warehouse ทำงานบน ICL Gold Rush Mega Server ใช้ฐานข้อมูล Informix และซอฟแวร์ Micro Strategies DSS
    ค่าใช้จ่ายของการใช้เทคโนโลยี : ระหว่าง 750,000 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้ในการแก้ปัญหานี้
    สิ่งที่จะได้รับกลับคืน : (Return of Investment : ROI) เพื่อเพิ่มยอดขายอย่างน้อย 1 ใน 10 ของ 1% ซึ่งจะทำให้เกิดการสะสมของรายได้ อันจะทำให้ถึงจุดคุ้มทุนจากการลงทุนในอีก 2 ปีข้างหน้า
    ชาลี มาช CIO ของบริษัทต้องเผชิญกับปัญหายอดขายตกในแต่ละสาขา และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการค้าปลีกขนาดใหญ่และในห้างสรรพสินค้า มาชได้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการตั้งราคาโดยขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้ง ร้านค้า สถานการณ์ในการแข่งขัน และให้ส่วนลดแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการบ่อย ซึ่งกุญแจของความสำเร็จ คือ โครงสร้างการตั้งราคาขายไม่ตายตัว ที่ใช้ซอฟแวร์ Richter Automated Merchandising Systems (RAMS)
    ในอดีต ผู้บริหารของบริษัทไม่ได้กังวลถึงคู่แข่งอย่าง Best Buy และ Circuit City และร้านค้าอื่นๆมากนัก เนื่องจากร้านเหล่านั้นขายสินค้าน้อยกว่า แต่ 3 ปีที่ผ่านมาเกมส์ทางธุรกิจได้เปลี่ยนไป Best Buy ตั้งราคาขายถูกกว่า 2-5 เหรียญ อันทำให้ยอดขายของบริษัทลดลง เมื่อสนามแข่งขันทางการค้าได้เปลี่ยนไป บริษัทจึงปรับปรุงตัวเองและกำหนดราคาขายที่ดีกว่าคู่แข่งเพื่อให้สามารถอยู่ได้ในเกมส์นี้ แต่ปัญหาคือ เกณฑ์การตั้งราคาแบบใดจึงจะเหมาะสมกับการแข่งขัน ในขณะที่สาขาบางแห่งก็ไม่ได้แข่งขันกับใครเลย
    บริษัทได้ติดตั้ง RAMS ทำงานบน HP 9,000 Enterprise Server ดำเนินงานด้านระบบการตลาดสำหรับลูกค้าบนซอฟแวร์คลังข้อมูล และใช้ Corema ในส่วนของการบริหารการตลาดเชิงลูกค้าสัมพันธ์ เพื่อเก็บรายชื่อลูกค้า 2.25 ล้านรายที่ซื้อสินค้าที่ซื้อบ่อย เพื่อให้คูปอง 5 เหรียญสำหรับการซื้อครั้งต่อไป
    ผลที่ได้หลังจากนั้น 2 เดือน ลูกค้าที่มาใช้บริการบ่อยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์กลับมาซื้อสินค้าอีก

คำถามกรณีศึกษา
    1.การใช้แนวคิดเชิงระบบ ได้ช่วยให้บริษัทแก้ปัญหาทางธุรกิจได้อย่างไร
ตอบ    การใช้แนวคิดเชิงระบบ ได้ช่วยให้บริษัทแก้ปัญหาทางธุรกิจได้ คือ ช่วยในเรื่องของการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาเป็นการคิดที่เป็นระบบและช่วยพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาให้ดียิ่งขึ้น
    2.คุณเห็นด้วยหรือไม่กับแนวทางที่บริษัทใช้ในการแก้ปัญหา ทำไมจึงเห็นด้วยและทำไมจึงไม่เห็นด้วย
ตอบ    เห็นด้วย เพราะการแก้ไขปัญหาของบริษัททำไปแล้วประสบผลสำเร็จ จากการปรับปรุงตัวเองที่เหนือกว่าคู่แข่ง ทำให้มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นด้วย
    3.อะไรอีกที่คุณอยากแนะนำให้คามิลอททำเพื่อปรับปรุงสถานการณ์ทางธุรกิจของบริษัท แล้วจะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยได้อย่างไร
ตอบ    อยากให้บริษัทมีการขาย CD ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางในการซื้อของลูกค้าไม่ใช่เพียงแค่ไปซื้อที่ร้านเท่านั้น

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

กรณีศึกษา 2 Millipore Corporation : วิเคราะห์ความต้องการเว็บไซต์
    Millipore เป็นบริษัทที่ไม่ต้องการใช้วิธีการหาคำตอบด้วยการเดาความต้องการของส่วนประกอบ (Features) และการใช้งานต่างๆ (Funtionality) ที่จะเพิ่มในเว็บไซต์ของบริษัท WWW.millipore.com Tom Anderson ผู้จัดการด้านสื่อสารองค์กร สำนักงานใหญ่ที่เมือง Bedford รัฐ Massachusetts กล่าวว่า จะสอบถามความต้องการของลูกค้าเพื่อให้ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ
    ด้วยวิธีการนี้ Millipore ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำผลิตภัณฑ์กำจัดของเสีย (Purification : ผลิตภัณฑ์ที่กำจัดสิ่งสกปรกและทำให้เกิดความบริสุทธิ์ เช่น อากาศ น้ำเสีย) ระดับชาติ ที่มีมูลค่า 619 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้ก้าวล้ำนำคู่แข่งขันในธุรกิจประเภทเดียวกัน
    บริษัทได้ทำการสำรวจออนไลน์เมื่อเดือนตุลาคม 1996 พบว่า ผู้ใช้ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ และต้องการตรวจสอบว่ามีสินค้าที่ต้องการได้หรือไม่ โดยไม่ได้สนใจเรื่องการจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์
    Anderson กล่าวว่า บริษัทใช้เวลาไม่กี่เดือนในการจัดทำระบบการสั่งซื้อบนเว็บ โดยเชื่อมระหว่าง Web Server กับฐานข้อมูล Oracle
    ซึ่งผู้ใช้สามารถตรวจสอบได้ว่า สินค้าที่สั่งซื้อนั้นได้จัดส่งแล้ว หรือกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินงานในการขนส่ง และจากการสำรวจด้วย Lotus Note ซึ่งบริษัทใช้ในการเก็บแบบสำรวจที่ได้รับกลับคืนมาและสรุปผลทั้งหมด เพื่อเป็นการกระตุ้นให้มีผู้ตอบแบบสอบถามมากยิ่งขึ้น บริษัทจึงได้ส่งเสริมการตอบแบบสอบถาม โดยการแจกหมวกเบสบอลที่มีตราของบริษัท ไฟฉาย หรือเงินบริจาค 10 เหรียญเพื่อเข้ากองทุนในนามของลูกค้า
    เทคนิคนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี จากการสำรวจประจำปี 2 ครั้งที่รวบรวมแบบสอบถามกลับมาได้ 500 ฉบับภายใน 3 สัปดาห์ และกล่าวเพิ่มเติมว่า การสำรวจออนไลน์ช่วยให้กระบวนการเร็วขึ้นและมีค่าใช้จ่ายที่น้อยลง
    เป็นเรื่องท้าทายที่ว่าจะค้นหานัยยะที่แฝงมากับข้อมูลที่ต้องพยายามตีความออกมา ที่จะแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้ทำกิจกรรมอะไรบ้างบนเว็บ ส่วนข้อมูลที่เห็นอย่างชัดเจนนั้น หมายรวมถึงข้อมูลในการลงทะเบียนเข้าใช้เว็บ เช่น ชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์
    Von Roesgen กล่าวว่า คุณสามารถทำการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าที่เข้ามาใช้ โดยเหมือนกับการมองข้ามไหล่ของผู้ใช้และมองดูที่จอภาพ คุณไม่สามารถเห็นได้ว่าเขายิ้มหรือรู้สึกอย่างไร เพียงแต่คุณรู้แค่ว่าเขากำลังทำอะไร
    เขายกตัวอย่างไปอีกว่า เช่น Millipore สังเกตว่า ผู้ใช้กำลังใส่หมายเลขรหัสสินค้าในช่องการสืบค้น โดยไม่ได้แทรกช่องว่างตามที่กำหนดไว้ ดังนั้น การสร้างหน้าเว็บที่มีหมายเลขรหัสสินค้า โดยไม่ต้องให้มีช่องว่าง (ระหว่างตัวเลขแต่ละชุด) ก็เป็นการแก้ไขปัญหาให้กับผู้ใช้ได้

คำถามกรณีศึกษา
    1.อะไรคือขั้นตอนที่แนวคิดเชิงระบบในการพัฒนากระบวนการจัดทำเว็บไซต์ของบริษัท Millipore
ตอบ    บริษัทได้ทำการสำรวจออนไลน์ ว่าผู้ใช้ต้องการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์และต้องการตรวจสอบว่ามีสินค้าที่ต้องการหรือไม่
    2.ทำไมการสำรวจลูกค้าบนเว็บแบบออนไลน์ จึงไม่สามารถวัดความต้องการของลูกค้าได้เท่าที่ควร 
ตอบ    เพราะ เป็นเรื่องท้าทายที่ว่าจะค้นหานัยยะที่แฝงมากับข้อมูลที่ต้องพยายามตีความออกมาและเราไม่สามารถเห็นได้ว่าเขายิ้มหรือรู้สึกอย่างไร   
    3.คุณเห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาของ Millipore เพื่อพัฒนาเว็บไซต์สำหรับลูกค้า ทำไมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
ตอบ    เห็นด้วย เพราะผู้ใช้สามารถตรวจสอบได้ว่าสินค้าที่สั่งซื้อนั้น ได้จัดส่งแล้วและมีการกระตุ้นให้ตอบแบบสอบถาม ทำให้ได้ข้อมูลจากลูกค้าที่มาใช้บริการ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แบบฝึกหัดท้ายบท
    1.นักศึกษาสามารถใช้แนวคิดเชิงระบบในการแก้ไขปัญหา เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาทางด้านการตลาด ทางด้านการเงิน ทางด้านทรัพยากรมนุษย์หรือไม่ จงอธิบาย
ตอบ    ใช้ เพราะแนวคิดเชิงระบบในการใช้แก้ปัญหานั้น เป็นแนวคิดที่สามารถนำไปแก้ปัญหาได้ทุกทางของปัญหา และเป็นกระบวนการที่เป็นระบบในการจัดลำดับความคิดมากขึ้น         
    2.ทำไมนักศึกษาจึงคิดว่า การจัดทำต้นแบบ (Prototyping) จึงกลายมาเป็นที่นิยมในการพัฒนาระบบใหม่ทางธุรกิจที่มีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นพื้นฐาน
ตอบ    เป็นการพัฒนาการที่รวดเร็วและเป็นการทดสอบการทำงานของแบบจำลองหรือต้นแบบของระบบงานใหม่ ในการโต้ตอบและกระบวนการทำซ้ำประโยคคำสั่งในโปรแกรม เรียก การรวนรอบ   
    3.ให้นักศึกษาอธิบายว่า ปัจจุบันมีการนำการจัดทำต้นแบบเข้ามาแทนที่ หรือมาเสริมการพัฒนาระบบสารสนเทศ
ตอบ    การสร้างต้นแบบสามารถใช้ได้ทั้งกับระบบงานขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ระบบงานขนาดใหญ่มีความต้องการในการใช้การพัฒนาจากระบบแบบเดิม ต้นแบบของระบบงานด้านธุรกิจที่เกิดความต้องการจากผู้ใช้นั้นจะช่วยให้การพัฒนาดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว และสามารถทำซ้ำหรือปรับแต่งในส่วนของรายละเอียดจนผู้ใช้ให้การยอมรับ การทำต้นแบบขึ้นอยู่กับกระบวนการพัฒนาระบบสำหรับการใช้งานด้านธุรกิจ   
    4.จงออกแบบแนวคิดเชิงระบบ จากกรณีศึกษาต่อไปนี้ เพื่อนำระบบสารสนเทศมาใช้แก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่เกิดขึ้นของธุรกิจขายประกันชีวิตแห่งหนึ่ง ที่มีงบลงทุน 3,000,000 บาท และมีรายได้เฉลี่ยปีละ 300,000 บาท แต่ในปัจจุบันยอดขายลดลง เนื่องจากตัวแทนประกันไม่สามารถให้ข้อมูลการประกันชีวิตได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า เพราะมีเอกสารเกี่ยวกับการประกันชีวิตหลายรูปแบบและวิธีการคำนวณเบี้ยประกันที่ซับซ้อน จึงทำให้เกิดความล่าช้าในการให้ข้อมูลและทำให้สูญเสียลูกค้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งฝ่ายสารสนเทศของบริษัทได้พัฒนาทางเลือกไว้ 2 ทางเพื่อการนำเสนอต่อผู้บริหาร คือ
    ทางเลือกที่ 1 ให้ตัวแทนประกันใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุคและติดตั้งระบบจัดการข้อมูลการประกันชีวิต ซึ่งจะสามารถช่วยในการคำนวณและให้รายละเอียดที่ลูกค้าต้องการได้ทันที และสามารถส่งข้อมูลการทำประกันเข้าระบบอินทราเน็ตของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น 1,000,000 บาท มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 100,000 บาทต่อปี และมีความถูกต้องของข้อมูลในระดับดีเยี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด และมีความสะดวกต่อการใช้งานอยู่ในระดับดี มีความเชื่อถืออยู่ในระดับดีเยี่ยม
    ทางเลือกที่ 2 ให้แฟ้มเอกสารที่บันทึกข้อมูลการประกันชีวิตอย่างละเอียดทั้งหมดกับตัวแทน พร้อมทั้งแบบฟอร์มการขอประกันที่สามารถส่งเป็นจดหมายจากที่ทำการไปรษณีย์ถึงบริษัทได้ทันทีที่ลูกค้าตอบรับ และนำแบบฟอร์มการขอเอาประกันดังกล่าวมาบันทึกข้อมูลที่ระบบจัดการข้อมูลการประกันชีวิตที่ติดตั้งบนเครื่องพีซีของบริษัท ทางเลือกนี้มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น 200,000 บาท มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 300,000 บาทต่อปี และมีความถูกต้องของข้อมูลและความสะดวกต่อการใช้งานในระดับพอใช้ มีความเชื่อถือในระดับดีเยี่ยม
    จากข้อมูลดังกล่าวจงประเมินทางเลือกและให้คะแนนตามเกณฑ์ที่เหมาะสมในแต่ละหัวข้อ พร้อมทั้งเสนอแนวทางเลือกที่คิดว่าน่าจะใช้แก้ปัญหาได้ดีที่สุด พร้อมเหตุผล    
ตอบ    หลักเกณฑ์น้ำหนัก ทางเลือกที่ 1 คะแนน ทางเลือกที่ 2 คะแนน
           -ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น 20 1,000,000 บาท 12 200,000 บาท 20
           -ค่าใช้จ่ายในการเดินเนินงาน 30 100,000 บาท 25 300,000 บาท 18
              สะดวกต่อการใช้งาน 20 ดี 16 พอใช้ 12
              ความถูกต้อง 20 ดีเยี่ยม 20 พอใช้ 8
              ความน่าเชื่อถือ 10 ดีเยี่ยม 10 ดีเยี่ยม 10
                           รวม 100 83 68
          เลือกทางเลือกที่ 1 เพราะว่าง่ายต่อการใช้งานดี มีความถูกต้องดีเยี่ยม และความถูกต้องดีเยี่ยม ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีถึงค่าใช้จ่ายเริ่มต้นจะสูงก็ตามแต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อปีน้อยกว่าทางเลือกที่
    5.มีซอฟต์แวร์ประยุกต์อะไรบ้าง ที่ผู้ใช้สามารถนำมาประยุกต์ใช้พัฒนาธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต และอินทราเน็ต เว็บไซต์
ตอบ    -ซอฟต์แวร์สำหรับจัดโครงการ (Project management) ใช้ในการวิเคราะห์และวางแผนโครงการเป็นหลัก ซึ่งตัวโปรแกรมสามารถช่วยให้ผู้ใช้งานมีการวางแผนงานที่ง่ายขึ้น รวมถึงความสามารถในการจัดการกิจกรรมงาน (schedule) ติดตามงาน วิเคราะห์ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของโครงการได้ง่ายขึ้น
          -ซอฟต์แวร์สำหรับงานบัญชี (Accounting) หัวใจของการทำงานทางด้านธุรกิจที่ขาดไม่ได้ก็คือ ส่วนงานบัญชีนั่นเอง โปรแกรมส่วนนี้จะช่วยให้บริษัทหรือหน่วยงานสามารถที่จะบันทึกข้อมูลและแสดงรายงานทางการเงินต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การออกงบกำไร ขาดทุน งบดุล รวมถึงรายการการซื้อ ขาย เป็นต้น
          -ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ (Word processing) เป็นกลุ่มของโปรแกรมที่ช่วยในการประมวลผลคำนั่นเอง ซึ่งคุณสมบัติหลักๆ ก็คือ สามารถจัดการเอกสารต่างๆ ได้ เช่น ขนาดตัวอักษรใหญ่ เล็ก รูปแบบตัวอักษร เป็นต้น ปัจจุบันได้พัฒนาให้มีขีดความสามารถโดยการนำเอารูปภาพมาผนวกเข้ากับเอกสารได้ด้วย บางครั้งอาจจะเป็นรูปภาพที่มีอยู่แล้วที่เรียกว่า คลิปอาร์ต หรือภาพถ่ายอื่นๆ ก็ได้       
    6.การนำเอาซอฟต์แวร์ Case Tools มาช่วยสนับสนุนขั้นตอนของวงจรการพัฒนานั้น แต่ก็มีไม่มากนักที่ประสบความสำเร็จในท้องตลาดทั่วไป และในลักษณะเช่นเดียวกันก็มีการนำเอา Case Tools ไปช่วยนักพัฒนาในส่วนของการจัดทำต้นแบบ และกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ในระดับบุคคล นักศึกษาคิดว่า เป็นเพราะเหตุผลใด ที่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น
ตอบ    เพราะการใช้ I-CASE สามารถใช้ช่วยในการพัฒนาระบบทุกส่วนของเคสทูล ช่วยสนับสนุน JAD ซึ่งกลุ่มของนักวิเคราะห์ระบบโปรแกรมเมอร์และผู้ใช้ สามารถใช้งานร่วมกันในการออกแบบระบบงานใหม่ได้อย่างดี 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อสอบ
    1.ฐานข้อมูล Data Base คือ
        ก.เป็นหัวใจสำคัญของระบบ MIS เชื่อถือได้
        ข.ทำหน้าที่รวบรวม และจัดการ
        ค.ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์
        ง.ถูกทุกข้อ
    2.เพราะเหตุใดจึงต้องมีการตรวจสอบและปรับปรุงผลลัพธ์จากการแก้ปัญหา
        ก.เพราะต้องการให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ที่สุดโดยไม่มีข้อบกพร่อง
        ข.เพราะต้องการปกปิดข้อบกพร่องในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
        ค.เพราะต้องการประหยัดเวลาในการแก้ปัญหาในครั้งต่อไป
        ง.เพราะต้องการใช้เป็นข้อมูลในการจัดกำลังคนเพื่อแก้ปัญหา
    3.ทำไมถึงต้องวิเคราะห์ผลการทดลอง
        ก.เพื่อให้แม่นยำมากขึ้น
        ข.เพื่อหาคำตอบว่าสมมติฐานนั้นเป็นจริงหรือไม่
        ค.เพื่อไม่ให้มีการบกพร่อง
        ง.เพราะมันต้องทำ
    4.หลักการแก้ปัญหาที่ถูกต้องตรงกับข้อใด
        ก.วิธีแก้ปัญหาควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละปัญหา
        ข.ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไข
        ค.การแก้ปัญหาควรใช้วิธีการลองผิดลองถูกเสมอ
        ง.การแก้ปัญหาควรมีที่ปรึกษา
    5.ข้อความและสัญลักษณ์มีความสำคัญต่อการแก้ปัญหาอย่างไร
        ก.ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจปัญหาและแก้ปัญหาไปในแนวทางเดียวกัน
        ข.ช่วยประหยัดเวลา ประหยัดแรงงาน และค่าใช้จ่ายในการทำงาน
        ค.ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน
        ง.ช่วยให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้น
    6.ภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้เขียนโปรแกรมข้อใดเหมาะสมกับงานหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานคำนวณ
        ก.ภาษาฟอร์แทรน (FORTRAN)
        ข.ภาษาปาสคาล (Pascal)
        ค.ภาษาเบสิก (BASIC)
        ง.ภาษาซี (C)
    7.กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นตอนใดช่วยป้องกันการสูญหายของข้อมูล
        ก.การรวบรวมข้อมูล
        ข.การประมวลผลข้อมูล
        ค.การทำสำเนา
        ง.การจัดเก็บ
    8.ผู้ที่ทำหน้าที่ดำเนินการแก้ปัญหาด้วยการเขียนโปรแกรมต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเป็นพิเศษ
        ก.การเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์
        ข.การซ่อมแซมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
        ค.ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในสำนักงาน
        ง.ภาษาคอมพิวเตอร์
    9.ระบบสารสนเทศหมายความว่าอย่างไร
        ก.ชุดขององค์ประกอบที่ทำหน้าที่รวบรวม  ประมวลผล จัดเก็บ และแจกจ่ายสารสนเทศ เพื่อช่วยการตัดสินใจ และการควบคุมในองค์กร
        ข.ชุดของกระบวนการ บุคคล และเครื่องมือ ที่จะเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ
        ค.ระบบของการจัดเก็บ ประมวลผลข้อมูล โดยอาศัยบุคคลและเทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินการ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เหมาะสมกับงานหรือภารกิจแต่ละอย่าง
        ง.ถูกทุกข้อ
    10.ข้อใดไม่ใช่ลักษณะที่ดีของระบบสารสนเทศ
        ก.เชื่อถือได้
        ข.ไม่ปลอดภัย
        ค.เข้าใจง่าย
        ง.ไม่มีข้อใดถูก

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เฉลย
    1.ก.เป็นหัวใจสำคัญของระบบ MIS เชื่อถือได้
    2.ก.เพราะต้องการให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ที่สุดโดยไม่มีข้อบกพร่อง
    3.ข.เพื่อหาคำตอบว่าสมมติฐานนั้นเป็นจริงหรือไม่   
    4.ก.วิธีแก้ปัญหาควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละปัญหา
    5.ก.ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจปัญหาและแก้ปัญหาไปในแนวทางเดียวกัน
    6.ค.ภาษาเบสิก (BASIC)
    7.ค.การทำสำเนา   
    8.ง.ภาษาคอมพิวเตอร์
    9.ง.ถูกทุกข้อ   
    10.ข.ไม่ปลอดภัย

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

บทที่ 2 พื้นฐานของระบบสารสนเทศ

บทที่ 2
พื้นฐานของระบบสารสนเทศ
(Fundamentals of Information Systems)


สรุปบทที่ 2 พื้นฐานของระบบสารสนเทศ
    แนวคิดเรื่องระบบสารสนเทศพื้นฐาน (Fundamental Information System Concept)
      จากแนวคิดเรื่องระบบ (System Concept) มาเป็นรากฐานของระบบสารสนเทศ ที่แสดงให้เห็นถึงการนำระบบไปใช้ในองค์กรธุรกิจ รวมทั้งส่วนประกอบและกิจกรรมของระบบสารสนเทศ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจแนวคิดอื่นๆ ของเทคโนโลยี โปรแกรมประยุกต์ การพัฒนา และการจัดการระบบสารสนเทศ
    แนวคิดเรื่องระบบ (System Concept)
      ระบบเป็นกลุ่มข้อมูลส่วนย่อย (Elements) ที่เกี่ยวพันกันหรือทำงานร่วมกันเพื่อประกอบให้เป็นหนึ่งเดียว
        ระบบ (System) คือ กลุ่มของส่วนประกอบที่มีความเกี่ยวพันระหว่างกัน มีการทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน โดยการรับข้อมูลเข้าและผลิตข้อมูลออกจากการประมวลผล บางครั้งเรียกว่า ระบบพลวัต (Dynamic System) ประกอบด้วยส่วนประกอบพื้นฐาน 3 อย่างคือ
         -การนำเข้า/ข้อมูลนำเข้า (Input) เกี่ยวข้องกับการจับและรวบรวมข้อมูลส่วนย่อยที่ถูกป้อนเข้าสู่ระบบเพื่อใช้ในการประมวลผล ตัวอย่างเช่น วัตถุดิบ พลังงาน ข้อมูล ความพยายามของมนุษย์ที่ต้องการความปลอดภัย และการรวบรวมเพื่อประมวลผล เป็นต้น
         -การประมวลผล (Process) เกี่ยวข้องกับการแปลงข้อมูลนำเข้าให้เป็นข้อมูลออก ตัวอย่างเช่น กระบวนการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม กระบวนการหายใจของมนุษย์ หรือ การคำนวณทางคณิตศาสตร์ เป็นต้น
         -การส่งออก/ข้อมูลออก/การแสดงผล/ผลลัพธ์ (Output) เกี่ยวข้องกับการโอนข้อมูลส่วนย่อยที่ถูกผลิตโดยการประมวลผลส่งไปยังปลายทาง ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป การให้บริการและสารสนเทศการจัดการที่ถูกถ่ายทอดไปยังผู้ใช้
    ผลป้อนกลับและการควบคุม (Feedback and Control)
      แนวคิดเรื่องระบบเกิดประโยชน์มากขึ้นเมื่อเพิ่มส่วนประกอบของผลป้อนกลับและการควบคุม ระบบที่มีทั้งผลป้อนกลับและการควบคุมบางครั้งเรียกว่า ระบบไซเบอร์เนติกส์ (Cybernetic System) ซึ่งเป็นทั้งระบบเฝ้าสังเกตด้วยตนเอง (Self-monotiring System) และระบบจัดระเบียบด้วยตนเอง (Self-regulating System)

       -ผลป้อนกลับ/ผลสะท้อน/ผลส่งกลับ (Feedback) เป็นข้อมูลเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของระบบ เช่น ข้อมูลการปฏิบัติงานของพนักงานขายเป็นผลป้อนกลับไปยังผู้จัดการฝ่ายขาย เป็นต้น
       -การควบคุม (Control) เป็นการเฝ้าสังเกตและการประเมินผลป้อนกลับว่าระบบได้ดำเนินไปใกล้เป้าหมายหรือไม่ หน้าที่การควบคุมเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการปรับปรุงข้อมูลนำเข้าและกระบวนการประมวลผลเพื่อให้ได้ข้อมูลออกที่เหมาะสม เช่น ผู้จัดการฝ่ายขายได้รับสิทธิ์ควบคุมพนักงานขายใหม่ที่อยู่ในเขตการขายของตน เป็นต้น
    ลักษณะเฉพาะอื่นๆ ของระบบ (Other Systems Characteristics)
      ลักษณะเฉพาะที่สำคัญอื่นๆ เพื่อให้สามารถเข้าใจระบบได้อย่างถูกต้อง หมายเหตุ ระบบที่ทำงานภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ประกอบด้วยระบบอื่นๆ โดยเป็นส่วนประกอบของระบบใหญ่ เรียกว่า ระบบย่อย (Subsystem) โดยขอบเขตของระบบ (System Boundary) จะเป็นสิ่งที่แยกระบบออกตามสิ่งแวดล้อม บางระบบอาจเชื่อมกับอีกระบบโดยใช้ขอบเขตระบบเดียวกันหรือใช้ส่วนต่อประสาน (Interface) เดียวกัน แนวคิดเรื่องระบบเปิด (Open System) ซึ่งเป็นระบบที่โต้ตอบกับระบบอื่นๆได้ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลนำเข้าและข้อมูลออกในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน จึงเรียก ระบบที่ปรับตัวได้ (Adaptive System) องค์กรธุรกิจหรือหน่วยราชการเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับระบบทางสังคม (System in Society) สังคมนั้นประกอบด้วยระบบจำนวนมากมาย ทั้งบุคคล สังคม การเมือง และสถาบันเศรษฐกิจ ตัวองค์กรเองประกอบด้วยระบบย่อยมากมาย เช่น ส่วนงาน แผนก คณะทำงาน และกลุ่มงาน (Workgroups) นอกจากนั้นองค์กรยังเป็นตัวอย่างของระบบเปิด เพราะสามารถประสานและโต้ตอบกับระบบอื่นๆในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน และท้ายสุดองค์กรเป็นตัวอย่างของระบบที่ปรับตัวได้ เพราะสามารถปรับเปลี่ยนตนเองให้สอดคล้องกับความต้องการของสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
    ส่วนประกอบของระบบสารสนเทศ (Components of an Information Systems)
      แบบจำลองระบบสารสนเทศ (Information System Model) ที่แสดงถึงกรอบความคิดพื้นฐาน (Fundamental Conceptual Framework) สำหรับส่วนประกอบและกิจกรรมหลักของระบบสารสนเทศ ระบบสารสนเทศนั้นขึ้นอยู่กับทรัพยากรบุคคล ( ผู้ใช้และผู้เชี่ยวชาญสารสนเทศ) ฮาร์ดแวร์ ( เครื่องจักรและสื่อ) ซอฟต์แวร์ ( โปรแกรมและกระบวนคำสั่ง) ข้อมูล ( ข้อมูลและฐานความรู้) และเครือข่าย ( สื่อการสื่อสารข้อมูลและการสนับสนุนเครือข่าย) เพื่อทำการรับข้อมูลเข้า ประมวลผลเป็นข้อมูลออก จัดเก็บ และควบคุมเพื่อแปลงทรัพยากรข้อมูลเป็นผลิตภัณฑ์สารสนเทศ
      แบบจำลองระบบสารสนเทศมีจุดเด่นที่ ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบและกิจกรรมของระบบสารสนเทศทำให้เกิดกรอบแนวความคิด 4 หลักใหญ่ๆ ที่สามารถนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับระบบสารสนเทศได้ทุกประเภท
       -บุคลากร ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล และเครือข่าย เป็นทรัพยากรพื้นฐาน 5 อย่างของระบบสารสนเทศ
       -ทรัพยากรบุคคล รวมทั้งผู้ใช้ และผู้เชี่ยวชาญสารสนเทศ ทรัพยากรฮาร์ดแวร์อันประกอบด้วยเครื่องจักรและสื่อต่างๆ ทรัพยากรซอฟต์แวร์ซึ่งรวมถึงโปรแกรมและกระบวนคำสั่ง ทรัพยากรข้อมูลอันได้แก่ข้อมูลและฐานความรู้ และทรัพยากรเครือข่ายซึ่งรวมทั้งสื่อการติดต่อสื่อสารและเครือข่าย
       -ทรัพยากรข้อมูล ถูกแปลงรูปโดยกิจกรรมการประมวลผลสารสนเทศให้อยู่ในรูปสารสนเทศสำหรับผู้ใช้
       -การประมวลผลสารสนเทศ ประกอบด้วย ข้อมูลเข้า การประมวลผล ข้อมูลออก จัดเก็บข้อมูล และกิจกรรมควบคุม
    ทรัพยากรระบบสารสนเทศ (Information System Resources)
     แบบจำลองพื้นฐานของระบบสารสนเทศที่แสดงส่วนประกอบพื้นฐาน 5 ประเภทของระบบสารสนเทศที่ควรจะจดจำในการทำงานจริงกับระบบสารสนเทศไม่ว่าระบบใดๆ
    ทรัพยากรบุคคล (People Resources)
      บุคคลที่จำเป็นต่อการทำงานของทุกระบบสารสนเทศ รวมถึงผู้ใช้งานและผู้เชี่ยวชาญสารสนเทศ
        -ผู้ใช้งาน (End User / User / Clients) เป็นผู้ที่ใช้ระบบหรือผลิตภัณฑ์ของระบบสารสนเทศ ผู้ใช้เหล่านี้อาจเป็นนักบัญชี พนักงานขาย วิศวกร เสมียน ลูกค้า หรือผู้จัดการ เป็นต้น
        -ผู้เชี่ยวชาญสารสนเทศ (IS Specialists) บุคคลที่พัฒนาและควบคุมระบบสารสนเทศ ได้แก่ นักวิเคราะห์ระบบ โปรแกรมเมอร์ ผู้ควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
    ทรัพยากรฮาร์ดแวร์ (Hardware Resources)
      ประกอบด้วย อุปกรณ์กายภาพ (Physical Devices) และวัตถุดิบที่ใช้ในการประมวลผลสารสนเทศ ซึ่งนอกจากเครื่องจักร (Machine) เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ แล้ว ยังรวมถึงสื่อข้อมูล (Data Media) ซึ่งเป็นวัตถุที่สามารถบันทึกข้อมูลจากกระดาษลงในจานแม่เหล็กได้ ตัวอย่างฮาร์ดแวร์ของระบบสารสนเทศมีดังนี้
        -ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer Systems) ประกอบด้วย หน่วยประมวลผลกลางที่ประกอบด้วยไมโครโปรเซลเซอร์และอุปกรณ์รอบข้างที่หลากหลายเชื่อมต่อกัน เช่น ระบบไมโครคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ระดับกลาง และระบบคอมพิวเตอร์เมนเฟรม
        -อุปกรณ์คอมพิวเตอร์รอบข้าง (Computer Peripherals) เป็นอุปกรณ์ต่างๆ เช่น คีย์บอร์ดหรือเมาส์สำหรับการป้อนข้อมูลและออกคำสั่ง จอภาพหรือเครื่องพิมพ์สำหรับแสดงสารสนเทศ จานแม่เหล็กหรือจานนำแสงสำหรับบันทึกข้อมูล
    ทรัพยากรซอฟต์แวร์ (Software Resources)
      เป็นชุดคำสั่งของการประมวลผลทั้งหมด ทั้งชุดคำสั่งของการปฏิบัติงานที่เรียกว่า โปรแกรม (Programs) ซึ่งควบคุมการทำงานโดยตรงกับคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ และชุดคำสั่งสำหรับการประมวลผลสารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการ ที่เรียกว่า กระบวนคำสั่ง (Procedures) ได้แก่
       -ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) เช่น โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Operating System) ซึ่งควบคุมและสนับสนุนการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์
       -ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) เป็นโปรแกรมสั่งประมวลผลสำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์เฉพาะอย่างโดยผู้ใช้ เช่น โปรแกรมวิเคราะห์การขาย โปรแกรมเงินเดือน โปรแกรมประมวลผลคำ เป็นต้น
       -กระบวนคำสั่ง (Procedure) เป็นคำสั่งปฏิบัติการสำหรับผู้ที่จะใช้ระบบสารสนเทศ เช่น คำสั่งสำหรับการจัดฟอร์มกระดาษ หรือการใช้ซอฟต์แวร์โปรแกรมสำเร็จรูป
    ทรัพยากรข้อมูล (Data Resources)
      ข้อมูลเป็นมากกว่าวัตถุดิบของระบบสารสนเทศ เป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งขององค์กร ดังนั้นควรมีทรรศนะต่อข้อมูลว่าเป็นทรัพยากรที่ต้องมีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้ในองค์กร
ข้อมูลอาจอยู่ในหลายรูปแบบ ทั้งข้อมูลตัวอักขระที่ประกอบด้วยตัวเลขและตัวอักษร ข้อมูลแบบถ้อยความ ( Text) ประกอบด้วยประโยคและวรรคตอนที่ใช้ในการเขียนเพื่อสื่อสาร ข้อมูลภาพ (Image) เช่น รูปทรงและเครื่องหมายแบบกราฟิก และข้อมูลเสียงไม่ว่าเสียงพูดหรือเสียงอื่นๆ
      ทรัพยากรข้อมูลของระบบสารสนเทศโดยปกติจะรวบรวมเป็น
        -ฐานข้อมูล (Databases) ที่เก็บข้อมูลที่ประมวลผลและจัดระเบียบแล้ว
        -ฐานความรู้ (Knowledge Bases) ที่เก็บความรู้ในรูปแบบหลากหลาย เช่น ข้อเท็จจริง กฎระเบียบ และกรณีศึกษาตัวอย่างเกี่ยวกับความสำเร็จของธุรกิจ เป็นต้น
    ทรัพยากรเครือข่าย (Network Resources)
      เครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต และเอ็กซ์ทราเน็ต กลายเป็นส่วนสำคัญสำหรับความสำเร็จในการปฏิบัติงานทุกประเภทขององค์กรและระบบสารสนเทศ เครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคมประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ การประมวลผลสื่อสารและอุปกรณ์อื่นๆที่เชื่อมโยงระหว่างกันด้วยสื่อการติดต่อสื่อสารและควบคุมด้วยซอฟต์แวร์สื่อสาร แนวความคิดเรื่องเครือข่ายที่เน้นเครือข่ายการติดต่อสื่อฐานเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของทรัพยากรของทุกระบบสารสนเทศ ทรัพยากรเครือข่ายประกอบด้วย
       -สื่อการติดต่อสื่อสาร (Communications Media) ตัวอย่างเช่น สายคู่บิดเกลียว/สายทวิชแพ (Twisted-pair) สายโคแอคเซียล (Coaxial) สายใยแก้วนำแสง/สายไฟเบอร์ออฟติค (Fiber-optic) ระบบไมโครเวฟ และระบบการติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียม
       -การสนับสนุนเครือข่าย (Network Suppo rt) ประกอบด้วย บุคลากร ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และข้อมูลที่สนับสนุนการปฏิบัติงานและการใช้งานเครือข่ายสื่อสารโดยตรง ตัวอย่างของหน่วยประมวลผลสื่อสาร เช่น โมเด็ม และหน่วยประมวลผลเชื่อมโยงเครือข่าย และซอฟต์แวร์ควบคุมการสื่อสาร เช่น ระบบปฏิบัติการเครือข่าย และโปรแกรมอินเทอร์เน็ตบราวเซอร์
    กิจกรรมระบบสารสนเทศ (Information System Activities)
      ในแต่ละกิจกรรมของการประมวลสารสนเทศเบื้องต้น ( หรือการประมวลผลข้อมูล) ที่เกิดขึ้นในระบบสารสนเทศ ให้นึกถึงข้อมูลเข้า การประมวลผล ข้อมูลออก การจัดเก็บ และกิจกรรมควบคุมที่เกิดขึ้นในระบบสารสนเทศที่ได้ศึกษามาแล้ว
       -การนำเข้า การกวาดตรวจด้วยแสงป้ายบาร์โค้ดที่ติดบนสินค้า
       -การประมวลผล การคำนวณค่าจ้าง ภาษี และรายการลดหย่อนต่างๆของพนักงาน
       -การส่งออก การผลิตรายงานและแสดงผลการขาย
       -การจัดเก็บ การบำรุงรักษาข้อมูลลูกค้า พนักงาน และสินค้า
       -การควบคุม การทำให้เกิดสัญญาณตรวจสอบที่ชี้ให้เห็นว่าการป้อนข้อมูลขายที่เหมาะสม
    การนำเข้าของทรัพยากรข้อมูล (Input of Data Resources)
      ข้อมูลรายการทางธุรกิจหรือเหตุการณ์อื่นๆ จะถูกอ่านและเตรียมสำหรับการประมวลผล ในกิจกรรมนำเข้า (Input Activity) ซึ่งโดยปกติจะเป็นการป้อนข้อมูล (Data Entry) โดยผู้ใช้จะบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับรายการเปลี่ยนแปลง ( Transaction) จากแบบฟอร์มหรือป้อนโดยตรงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงกิจกรรมการตรวจสอบ (Editing Activity) เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง และโอนไปเก็บยังสื่อกลาง เช่น จานแม่เหล็ก
    การประมวลผลข้อมูลสารสนเทศ (Processing of Data into Information)
      ข้อมูลโดยปกติจะประมวลผลโดยกิจกรรม เช่น การคำนวณ เปรียบเทียบ เรียงลำดับ จำแนก และสรุปผล กิจกรรมเหล่านี้จัดระเบียบ วิเคราะห์ และจัดดำเนินข้อมูลเพื่อแปลงเป็นสารสนเทศสำหรับผู้ใช้ เป็นข้อมูลคุณภาพเก็บไว้ในระบบสารสนเทศ และมีการบำรุงรักษาโดยกระบวนการแก้ไขและกิจกรรมการปรับปรุงให้ข้อมูลทันสมัยอย่างต่อเนื่อง
      ตัวอย่างเช่นข้อมูลการสั่งซื้อควร 1) บวกเพิ่มเข้าไปในยอดขาย 2) เปรียบเทียบกับมาตรฐานที่กำหนดไว้เพื่อกำหนดส่วนลดที่มีสิทธิได้รับ 3) เรียงลำดับรหัสผลิตภัณฑ์ 4) จำแนกหมวดผลิตภัณฑ์ เช่นหมวดอาหารและไม่ใช่อาหาร 5) รายงานผลสรุปจัดส่งให้ผู้จัดการขาย และ 6) ปรับปรุงข้อมูลประวัติการขาย
    หน่วยเก็บของทรัพยากรข้อมูล (Storage of Data Resources)
      หน่วยเก็บข้อมูล (Storage) เป็นส่วนประกอบเบื้องต้นของระบบสารสนเทศ การจัดเก็บเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่ทำให้ข้อมูลและสารสนเทศอยู่ในรูปแบบที่จัดระเบียบ เป็นเขตข้อมูล (Field) ระเบียน (Record) แฟ้มข้อมูล (File) และฐานข้อมูล (Database) เพื่อใช้ประมวลผลเป็นข้อมูลออกในภายหลัง
    การควบคุมผลการปฏิบัติการของระบบ (Control of System Performance)
      กิจกรรมที่สำคัญของระบบสารสนเทศ คือ การควบคุม (Control) การปฏิบัติการของระบบ ในระบบสารสนเทศจะเกิดผลป้อนกลับของ ข้อมูลเข้า การประมวลผล ข้อมูลออก และการบันทึกข้อมูล ผลป้อนกลับนี้จะใช้เฝ้าสังเกตและประเมินผลการปฏิบัติการของระบบว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ และจะถูกปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์สารสนเทศที่เหมาะสมกับผู้ใช้ต่อไป
      ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการอาจพบว่าในรายงานมีผลรวมย่อยไม่ได้รวมอยู่ในยอดขายทั้งหมด ซึ่งอาจหมายถึงการป้อนข้อมูลหรือกระบวนคำสั่งของการประมวลผลไม่ถูกต้อง ดังนั้นการแก้ไขจะต้องเกิดขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่ารายการเปลี่ยนแปลงการขายทั้งหมดได้ถูกนำมาประมวลผลในระบบสารสนเทศการขาย
    การยอมรับในระบบสารสนเทศ (Recognizing Information Systems)
      ในการปฏิบัติงานจริง จะมีระบบสารสนเทศมากมายหลายประเภท โดยใช้ทรัพยากรฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เครือข่าย และบุคลากร ในการแปลงทรัพยากรข้อมูลให้เป็นผลิตภัณฑ์สารสนเทศ ระบบสารสนเทศบางระบบอาจใช้เครื่องมืออย่างง่ายๆ เช่น ดินสอ กระดาษ เครื่องคิดเลขหรือพิมพ์ดีด บ้างก็เป็นระบบสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นพื้นฐาน (Computer-based Information Systems)
      ในฐานะของผู้ใช้ ควรรู้จักส่วนประกอบพื้นฐานของระบบสารสนเทศ ให้สามารถระบุได้ถึง
       -ทรัพยากรบุคคล ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล และเครือข่ายที่ใช้
       -ประเภทของผลิตภัณฑ์สารสนเทศที่ผลิต
       -วิธีการทำงานของการรับข้อมูลเข้า ประมวลผล ส่งข้อมูลออก จัดเก็บข้อมูล และกิจกรรมควบคุม
       -วิธีการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ การบริหารการตัดสินใจ หรือความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขัน
ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ ผู้ใช้ ผู้พัฒนา หรือผู้จัดการระบบสารสนเทศได้ดีขึ้น และนั่นคือสิ่งที่พยายามชี้ให้เห็นถึงความสำคัญสำหรับความสำเร็จในอนาคตของการเป็นผู้จัดการ ผู้ประกอบการ หรือนักธุรกิจมืออาชีพ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

กรณีศึกษา
    1.ทรัพยากรบุคคล ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล เครือข่าย และผลิตภัณฑ์สารสนเทศอะไรที่ท่านจนจำได้จาก American General Insurance
ตอบ    -ทรัพยากรบุคคล  ได้แก่  ผู้ใช้งานทั้งหมด เช่น พนักงานขายประกัน หรือผู้เชี่ยวชาญสารสนเทศ
          -ทรัพยากรฮาร์ดแวร์  ได้แก่  เครื่องจักรกลต่างๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (Tablet-size Computer) สำหรับตัวแทนขาย เครื่องแม่ข่ายอินทราเน็ต สื่อจานแม่เหล็ก
          -ทรัพยากรซอฟต์แวร์  ได้แก่  โปรแกรมประยุกต์ที่ปรับปรุงให้เหมาะกับธุรกิจ ซอฟต์แวร์สำหรับตัวแทนขายในการออกกรมธรรม์ จัดทำเป้าการขาย วิเคราะห์ความคุ้มครองของลูกค้า และการใช้ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้ผู้จัดการทั่วไปสามารถบริหารตัวแทนขายได้อย่างมีผลิตผล
          -ทรัพยากรข้อมูลอันรวมถึงฐานข้อมูลลูกค้าและการขาย ซึ่งจัดเก็บอยู่บนเครื่องแม่ข่ายอินทราเน็ต
          -ทรัพยากรเครือข่ายหลัก  คือ  อินทราเน็ตของบริษัท
          -ผลิตภัณฑ์สารสนเทศที่ได้มีทั้งแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์แสดงการให้บริการลูกค้าและแสดงสารสนเทศอื่นๆ เช่น การขาย ตัวแทนขาย กรมธรรม์ และลูกค้า
    2.การนำเข้าข้อมูล การประมวลผล การส่งออก การจัดเก็บข้อมูล และกิจกรรมควบคุมใดที่ท่านจดจำได้จากระบบสารสนเทศของ American General Insurance
ตอบ    การป้อนข้อมูลกรมธรรม์ การลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ และการตั้งคำถามจากตัวแทนขายและผู้จัดการ การประมวลผลจะถูกทำโดยเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ Tablet กับ เครื่องแม่ข่าย กิจกรรมเก็บข้อมูลเกิดขึ้นเมื่อข้อมูลและภาพในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ถูกบันทึกลงในหน่วยขับจานของคอมพิวเตอร์แบบ Tablet และเครื่องแม่ข่ายอินทราเน็ต สุดท้ายกิจกรรมควบคุมความถูกต้องของข้อมูลกรมธรรม์เมื่อตัวแทนขายใช้แบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ โดยลูกค้าสามารถรับลองกรมธรรม์ใหม่หรือแก้ไขได้ทันที่             
    3.American General ได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจใดจากระบบเร่งรัดการขายและระบบสารสนเทศการจัดการการตลาดและมีข้อจำกัดใด
ตอบ    บริษัทได้นำบริการธนาคารอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เพื่อให้ตัวแทนได้ส่งรายการเปลี่ยนแปลงทางการ   เงินสำหรับเบี้ยประกันที่จะเก็บได้จากลูกค้ากลับมาที่สำนักงานถึงบ้านและนำฝากที่ธนาคารท้องถิ่น.  บริษัทได้ขยายอินทราเน็ตเพื่อเตรียมสารสนเทศการจัดการที่จำเป็นต่อการจัดการของสำนักงานท้อง ถิ่นและตัวแทนทั้งหลายและบริษัทนำหน้าในแผนกลยุทธ์ช่วยลดการใช้กระดาษอย่างสมบูรณ์ทั้งจากตัวแทนและสำนักงานถึงบ้าน ประหยัดเวลาของลูกค้าซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แบบฝึกหัดท้ายบท
    1.จงอธิบายแนวคิดพื้นฐานของระบบสารสนเทศที่สำคัญมีอะไรบ้าง
ตอบ    1.ฮาร์ดแวร์  เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบสารสนเทศหมายถึงเครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์รอบข้างรวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารสําหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่าย
        2.ซอฟต์แวร์  หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญประการที่สองซึ่งก็คือลำดับขั้นของคำสั่งที่จะสั่งงานให้ฮาร์ดแวร์ทำงานเพื่อประมวลผลข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการของการใช้งาน
        3.ข้อมูล  เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของระบบสารสนเทศอาจจะเป็นตัวชี้ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบบได้เนื่องจากจะต้องมีการจัดเก็บข้อมูลจากแหล่งกำเนิดข้อมูลจะต้องมีความถูกต้องมีการกลั่นกรองและตรวจสอบแล้วเท่านั้นจึงจะมีประโยชน์ข้อมูลจำเป็นจะต้องมีมาตรฐานโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานในระดับกลุ่มหรือระดับองค์กรข้อมูลต้องมีระเบียบเพื่อการสืบค้นที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพ
        4.บุคลากร  เป็นองค์ประกอบสำคัญในความสำเร็จของระบบสารสนเทศบุคลากรมีความรู้ความสามารถทางคอมพิวเตอร์มากเท่าใดโอกาสที่จะใช้งานระบบสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ได้ศักยภาพที่ดีและคุ้มค่ายิ่งมากขึ้นเท่านั้น
        5.ขั้นตอนการปฏิบัติงาน  เมื่อได้พัฒนาระบบงานแล้วจำเป็นต้องปฏิบัติงานตามลำดับขั้นตอนในขณะที่ใช้งานก็จำเป็นต้องคำนึงถึงลำดับขั้นตอนการปฏิบัติของคนและสร้างความสัมพันธ์กับเครื่องงานทั้งในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉิน
    2.AMS คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรบ้าง
ตอบ    AMS คือ เป็นตัวอย่างของระบบสารสนเทศแบบใหม่ เป็นระบบการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management System : KMS) ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศหลากหลาย
          ความสำคัญ
            เพื่อช่วยให้พนักงานขององค์กรที่มีความรู้ช่วยกันจัดโครงสร้างและแบ่งปันความรู้ทางธุรกิจในรูปของอินทราเน็ตเว็บไซต์ ในหัวข้อ การปฏิบัติงานที่ดี (Best Practices)’ ได้รับการพัฒนาขึ้นจากประสบการณ์ทางธุรกิจของพนักงานและเก็บบันทึกไว้ในรูปแบบสื่อประสมเชื่อมโยงหลายมิติ (Hyperlink Multimedia) บนเว็บไซต์ โดยพนักงานอื่นสามารถเรียกใช้งานได้จากเว็บบราวเซอร์ (Web Browser)
    3.System Concept หมายถึงอะไรและมีความสำคัญอย่างไร
ตอบ    กลุ่มของส่วนประกอบที่มีความเกี่ยวพันระหว่างกัน มีการทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน โดยการรับข้อมูลเข้าและผลิตข้อมูลออกจากการประมวลผล       
          ความสำคัญ   
           -แนวคิดเชิงระบบเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถกำหนดกรอบการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และสามารถมองเห็น  กระบวนการทำงานทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ
            -ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม  เนื่องจากสามารถสื่อสารกระบวนการทำงานทุกขั้นตอนกับทีมงาน  ได้กระจ่างชัด  ซึ่งทำให้สามารถอธิบาย  หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆในมุมมองที่กว้าง
            -ทำให้มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น  หรือสิ่งที่กำลังปฏิบัติอยู่  ความผิดพลาดต่างๆที่เกิดจากระบบ  จะทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนและหาวิธีแก้ไขได้ถูกต้องทันท่วงที  ซึ่งเป็นผลดีทั้งในระยะสั้นและระยาว
            -ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  คือ  มีความถูกต้อง  ประหยัดค่าใช้จ่าย  ทันตามเวลาที่กำหนดและสอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ 
    4.ส่วนประกอบของระบบสารสนเทศมีอะไรบ้างจงอธิบายแต่ละส่วนประกอบ
ตอบ    1.บุคลากรเป็นส่วนประกอบที่สำคัญเพราะบุคลากรมีความรู้ความสามารถและเข้าใจวิธีการให้ได้มาซึ่งสารสนเทศจะเป็นผู้ดำเนินการในการทำงานทั้งหมด
          2.ขั้นตอนการปฏิบัติเป็นระเบียบวิธีปฏิบัติในการจัดเก็บรักษาข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่จะทำให้เป็นสารสนเทศได้
          3.เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการสารสนเทศช่วยคัดเลือกคำนวณหรือพิมพ์รายงานผลตามที่ต้องการคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วมีความแม่นยำและทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
          4.ซอฟต์แวร์ คือลำดับขั้นตอนคำสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เป็นลำดับขั้นสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการและประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
          5.ข้อมูลเป็นวัตถุดิบที่ทำให้เกิดสารสนเทศ ข้อมูลที่เป็นวัตถุดิบจะต่างกัน ขึ้นอยู่กับสารสนเทศที่ต้องการ
    5.ให้อธิบายประเภทของระบบสารสนเทศแต่ละประเภทว่ามีอะไรบ้างและมีความสำคัญอย่างไรกับธุรกิจ
ตอบ    1.ระบบสนับสนุนการปฏิบัติการระบบสารสนเทศมีความต้องการประมวลผลข้อมูลที่ผลิตและนำมาใช้ในการดำเนิน การของธุรกิจระบบสนับสนุนปฏิบัติการจะผลิตผลิตภัณฑ์สารสนเทศที่หลากหลายสำหรับการใช้งานทั้งภายในและภายนอกองค์กร
          2.ระบบสนับสนุนการจัดการระบบสารสนเทศที่เน้นการจัดเตรียมสารสนเทศและสนับสนุนการตัดสินใจที่เกิดประโยชน์แก่ผู้จัดการเรียกว่าระบบสนับสนุนการจัดการมี 2 ประการคือเน้นในเชิงการจัดการและเน้นกรอบของระบบ
          3.การจำแนกระบบสารสนเทศด้านอื่นๆมีระบบสารสนเทศอย่างอื่นที่สามารถสนับสนุนทางโปรแกรมประยุกต์เชิงปฏิบัติการและเชิงการจัดการเช่นระบบผู้เชี่ยวชาญระบบการจัดการองค์ความรู้ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์และระบบสารสนเทศธุรกิจ   

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อสอบ
    1.ระบบสารสนเทศมีกี่ประเภท
        ก.5 ประเภท                                          
        ข.4 ประเภท
        ค.3 ประเภท                                         
        ง.2 ประเภท
    2.ซอฟต์แวร์ คือ
        ก.โปรแกรมชุดของคำสั่งที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์
        ข.อุปกรณ์เทคโนโลยีระดับสูง
        ค.โปรแกรมแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์
        ง.อุปกรณ์ที่ทำหน้าเสมือนสมองกล
    3.ชนิดของซอฟต์แวร์ (software) มีทั้งหมดกี่ชนิด
        ก.มี 1 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ
        ข.มี 2 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ 2.ซอฟต์แวร์ประยุกต์
        ค.มี 3 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ 2.ซอฟต์แวร์ประยุกต์ 3.ซอฟต์แวร์บุคคล
        ง.มี 4 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ 2.ซอฟต์แวร์ประยุกต์ 3.ซอฟต์แวร์บุคคล 4.ซอฟต์แวร์บริหาร
    4.ซอฟต์แวร์นำเสนอ คือข้อใด
        ก.Microsoft Excel
        ข.Microsoft Access
        ค.Microsoft Outlook
        ง.Microsoft PowerPoint
    5.โปรแกรมวินโดวส์ เป็นซอฟต์แวร์ประเภทใด
        ก.ซอฟต์แวร์ระบบ
        ข.ซอฟต์แวร์ประยุกต์
        ค.ซอฟต์แวร์สำเร็จ
        ง.ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นใช้งานเฉพาะ
    6.ข้อใดคือความหมายของ ฮาร์ดแวร์
        ก.โปรแกรมที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
        ข.ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์
        ค.ขั้นตอนในการปฏิบัติงาน
        ง.บุคลากรที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์
    7.ข้อใด คือ ฮาร์ดแวร์
        ก.เกมคอมพิวเตอร์
        ข.เมาส์
        ค.แป้นพิมพ์
        ง.ถูกทั้ง ข และ ค
    8.ข้อใดคือ ซอฟต์แวร์
        ก.ครูสอนคอมพิวเตอร์
        ข.โปรแกรมMicrosoft PowerPoint
        ค.กล้องถ่ายภาพดิจิตอล
        ง.พนักงานคอมพิวเตอร์
    9.ข้อใดคือระบบปฏิบัติการ
        ก.Microsoft Windows7
        ข.Microsoft Windows8
        ค.Microsoft Windows XP
        ง.ถูกทุกข้อ
    10.ข้อใดไม่ใช่ระบบปฏิบัติการ
          ก.Android
          ข.Linux
          ค.Windows Mobile
          ง.ถูกทุกข้อ คือ ปฏิบัติการ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เฉลย
    1.ก.5 ประเภท
    2.ก.โปรแกรมชุดของคำสั่งที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์
    3.ข.มี 2 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ 2.ซอฟต์แวร์ประยุกต์
    4.ง.Microsoft PowerPoint
    5.ก.ซอฟต์แวร์ระบบ
    6.ข.ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์
    7.ง. ถูกทั้ง ข และ ค
    8.ข.โปรแกรมMicrosoft PowerPoint
    9.ง.ถูกทุกข้อ
    10.ง.ถูกทุกข้อ คือ ปฏิบัติการ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ที่มา  :  https://panchalee.wordpress.com/2009/04/28/system-concept/
          https://sites.google.com/site/it514249125/thekhnoloyi-phun-than-khxng-rabb-sarsnthes

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------